지금 서울에서 있지만 날씨가 너무 추워요!!!
그런데 한국 사람이 아주 좋앙요.
เรื่องเล่าจากเกาหลี
ใครว่าคนเกาหลีนิสัยไม่ดี เสียงดัง โวยวาย ไม่เป็นมิตร?
เห็นกับตาตัวเองวันนี้ ผิดหมด!!!
ตั้งแต่ลงจากเครื่องบินมา มะงุมมะงาหรา ผ่าน ตม. ที่ขึ้นชื่อว่าสุดแสนโหดมาแบบไม่มีอะไรเลย (ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะว่าพูดภาษาเกาหลีได้ ตม.แกพูดกับเราเป็นภาษาเกาหลีหมดเลย) มาถึงคุณลุงสองคนที่ประจำอยู่หน้ารถลีมูซีนที่จะไปมยองดงสาย 605-1 หน้าสนามบิน พี่แกสองคนแก่กว่าพ่อเราตั้งหลายปี (น่าจะถึงสิบ) แต่ก็ยังช่วยเรากับเพื่อนยกกระเป๋าขึ้นรถอย่างขยันขันแข็ง เจ้าหน้าที่คนขับที่คุยกับเราเสียดี๊ดี...
จนกระทั่งวันที่สองที่ไปพระราชวังคยองบกกุงกับตลาดนัมแดมุน ให้ตาย...เดินกันขาลาก ที่นี่ที่เห็นแน่ๆคือบันไดกับบันได บันไดเยอะมาก เนินตามมาเป็นอันดับสอง ขึ้นๆลงๆจนหลอนบันไดแล้วล่ะ ขากลับออกจากนัมแดมุน ออกคนละประตู (ประตูมันก็ทำเหมือนกันอีก) ถามคนนั้นคนนี้ไปเรื่อยๆ เริ่มจากคุณลุงเจ้าของร้านอุปกรณ์ศิลปะที่เราไปซื้อกล่องกลมๆไว้ใส่โปสเตอร์ผู้ชาย คุณลุงที่ยืนสูบบุหรี่อยู่แถวๆนั้น (พาเดินไปด้วยนะ) จนกระทั่งคุณป้าที่แกอุตส่าห์พาเราเดินข้ามสะพานไกลมากกกกกกกกกกกกกก (ย้ำ ไกลมากกกกกกกกกกก ครึ่งกิโลฯได้มั้งนั่น) เราก็นึกว่าคุณป้าแกจะไปทางนั้นเหมือนกันก็เลยเดินตาม ปรากฏว่าแกมาส่งถึงสถานีรถไฟใต้ดินฮเวฮยอนอันเป็นจุดขึ้นรถไฟนัมแดมุน คุณป้าแกก็บุ้ยใบ้ไปที่ทางลงรถไฟใต้ดินเสร็จแล้วก็โบกมือลากัน อ๊ากกกกกกกกกกกกกกกกกกก คุณป้าเดินกลับไปทางเดิม! ทางเดิมที่ว่าคือขึ้นสะพานแล้วข้ามกลับไปที่เก่า ครึ่งกิโลตะกี้นั่นแหละ!!!! โหยยยย คนเกาหลีน้ำใจประเสริฐนัก ระหว่างทางที่เดินคุณป้าแกยังบอกว่า "เนี่ย...ไม่ใช่คนเกาหลีล่ะสิ เดินไปทางนั้น (ทางเก่าที่คิดว่าจะไป) มันอ้อมแล้วก็ไกลจะตาย เหนื่อยแย่"
ถัดมาวันที่สามที่มาอยู่ที่นี่ จะไปซื้อสมุดภาพที่บริษัท NC Soft คือเกม Lineage II เดินก็ไกล เหนื่อยก็เหนื่อย มาถึงบริษัทพนักงานหน้าหล่อ แต่ดันพูดภาษาอังกฤษไม่ได้ เวรเอ๊ยยยยยยยย นึกว่าจะแย่เสียแล้ว แต่เขาก็วุ่นๆให้ทั้งบริษัทนะ หยิบรูปหนังสือที่เราปริ้นท์จากเว็บไปหาๆให้ จนกระทั่งเข้าใจตรงกัน แกก็บอกว่าที่นี่ไม่มีล่ะ เสียใจด้วย เราก็...จริงเหรอ แย่จัง ที่เมืองไทยแพงมากเลยนะ เขาประมูลกันในไทยคิดเป็นเงินเกาหลีแล้วเกือบ 150,000 วอนแน่ะ เขาก็ "หา...จริงเหรอ? แพงมากกกกกกก" ทีนี้เลยกระตือรือร้นขึ้นมาทันที รีบๆหาให้ จนกระทั่งหาได้ก็บอกว่าไปๆๆๆๆ เดี๋ยวเขาจะพาไป เราก็รีบๆเก็บข้าวของวิ่งตามไปทันที เพราะคิดว่าเขาคงจะพาไปซื้อ โว้วววววววววว แค่จะพาไปซื้อก็ประเสริฐแล้ว พอไปถึงอีกตึกหนึ่งเขาก็บอกรอแป๊ปนะ หายเข้าไป 5 นาทีเขาก็กลับออกมาพร้อมกับหนังสือที่ว่า เราก็โอ้ววววว อันนี้แหละ ทีนี้พอได้มาแล้วเราก็เลยถามว่าเท่าไหร่ เขาก็ยิ้มๆแล้วก็ตอบว่า "무료" คือ ฟรี เราก็ตกใจดิ ถามออกไปตรงๆเลยว่าฟรีเหรอ? เขาก็ใช่ เราก็เลยขอบคุณเขาอย่างยิ่ง แหม...ช่วยหาให้แล้วยังให้ฟรีอีก ที่เมืองไทยเขาขายกัน 3000 หรือถ้าประมูลก็เกือบหมื่น ไอ้เราได้มาฟรีๆมันก็ยิ่งกว่าถูกล็อตเตอรี่น่ะสิ พอขากลับ เขาก็ยังถามอีกว่ามากันยังไง เราก็บอกเขาว่ามาทางรถไฟใต้ดิน เขาก็พาเดินกลับไปจนถึงสถานีรถไฟใต้ดิน พระเจ้า! เป็นคนดีสุดๆ ก่อนจากกันเรายังนึกขอบคุณเขามากๆเลย คนเกาหลีประเสริฐยิ่งนัก
นี่เป็นแค่ส่วนเดียวกับประสบการณ์ที่เราเจอจนกระทั่งจบวันที่ 4 ที่มาอยู่ที่นี่ ขอบอกว่ามีอะไรเยอะแยะมากมาย (ไม่นับเรื่องที่หลงทางด้วยนะ ขึ้น N' Seoul Tower นึกว่าจะขึ้นเคเบิลคาร์ ดันเจือกเสีย ต้องอาศัยรถเมล์ไปกับคนอื่นๆมากมาย (พูดง่ายๆคือตามเขาไป) ขากลับต้องกลับเอง หลงซะงั้น มั่วๆมาถึงมยองดงแล้วใช้วิธีเดินขึ้นเนินกลับเกสต์เฮ้าส์เอา คิดดู...หาไม่ได้อีกแล้วนะประสบการณ์นี้ เอิ๊ก!
พรุ่งนี้จะไปต่างจังหวัด เดี๋ยวจะมาเล่าให้ฟังว่าเป็นยังไงกับพื้นที่ที่คนใช้ภาษาอังกฤษกันไม่ค่อยได้
ปล.ภาษาเกาหลีพัฒนาอย่างมหาศาล เพราะคนส่วนใหญ่ยังพูดภาษาอังกฤษไม่ได้อยู่ดี (หรือเราโชคไม่ดีไม่เจอก็ไม่รู้นะ) ต้องใช้ภาษาเกาหลีสื่อสารตลอด ตอนนี้สามารถพูดคล่องได้อย่างมั่นใจมากยิ่งขึ้น 555
ปล2.มีคนมาชวนให้ไปเป็นล่ามสัมภาษณ์ศิลปินด้วยล่ะ มี SS501 Super Junior Xing ฯลฯ แต่ยังไม่มั่นใจพอที่จะเป็นล่ามให้ ส่วนใหญ่ใช้ภาษางูๆปลาๆ พอถูไถมีชีวิตรอดไปได้ คนที่เป็นล่ามให้เขาเรียกวันละ 3000 บาท ไอ้เราน่ะเหรอ?? ถ้ามั่นใจว่าจะเป็นล่ามให้ได้ล่ะจะเป็นให้ฟรี 555 ได้สัมภาษณ์ศิลปินนี่โอกาสเดียวในชีวิตเลยนะ จริงมะ?