ปูซาน - คยองจู
ออกจากปูซานไปคยองจู ฝันดันตก...นี่มันฤดูใบไม้ผลิไม่ใช่เรอะ!? อากาศที่หนาวๆอยู่แล้วจึงหนาวเป็นสองเท่า ตัวสั่นกันเลยทีเดียว ขนาดกลางวันแบบนี้พูดออกมายังพ่นควันได้ 555 เดินออกจาก Bus Terminal เพื่อจะหาป้าย i แต่ไม่เจอ (อยู่ในมุมเชียะ) เราเลยตัดสินใจกลับเข้าไปใหม่ และเดินออกไปทางด้านหลัง เอาวะ! ในเมื่อเป็นแบบนี้ก็ walk-in เดินหาที่พักเองเลยดีกว่า (ขอบอกว่าจริงๆแล้วควร walk-in เดินเองดีกว่าให้เจ้าหน้าที่ i หาให้นะคะ เพราะมันสำรวจได้ว่าทางเข้าอันตรายไหม เปลี่ยวหรือเปล่า หรือแม้แต่ขอเค้าดูห้องได้) เราเดินลัดไปสักพักก็เจอกับยอกวานที่ชื่อ Midojang Yeogwan มีร้านอาหารด้านล่างยอกวานในตัว ก็ไม่รอช้ารีบโผเข้าไปทันที รออยู่สักพักกว่าจะมีคนโผล่หน้าออกมารับแขกเป็นอาจุมม่าคนหนึ่ง แกบอกว่าคืนละ 30000 วอน สองคืนก็ 60000 วอน แต่เราก็ต่อจนเหลือ 55000 วอน (5000 วอนนี่เป็นร้อยนะ อย่าดูถูก 555)
เราเลือกห้องนอนแบบปูพื้นนอนหรือองโดล ห้องกว้าง ใหม่ สบาย ห้องน้ำน่ากลัวว่าที่ชุนชอนหรือซกโช แต่โดยรวมดีกว่าเยอะ (ดูปลอดภัยกว่าซกโชและปูซานเยอะ) เรานั่งเล่น นั่งดูทีวีจนกระทั่ง 5 โมงจึงค่อยๆยุรยาตรออกมา คราวนี้ออกมาอีกทางและพบว่ายอกวานแห่งนี้พอเดินไปถึง GS25 (มันเป็นร้านเหมือนเซเว่นอ่ะ เปิด 24 ชม.) เราก็ถึงทางออกหน้าถนนใหญ่แล้ว คราวนี้มองไปทางขวาเห็น i ตั้งตระหง่านด้วยรูปทรงหลังคาโบราณทรงกลม เราก็ไม่รอช้า รีบวิ่งแถ่ดๆเข้าไปสอบถามรายละเอียดเกี่ยวกับสถานที่ที่เราพอจะไปได้ในช่วงระยะเวลาก่อนพระอาทิตย์ตกดิน พนักงานสาวสวยใจดีก็แนะนำว่าหากจะไปก็ควรจะไปพิพิธภัณฑ์แห่งชาติคยองจู แต่ว่าต้องรีบๆหน่อยเพราะว่าปิดหกโมงเย็น ไอ้เราก็เหลือบมองนาฬิกา ตายล่ะ! นี่มัน 5 โมง 20 แล้วไม่ใช่เรอะ?
เรารีบกระโดดขึ้นรถเมล์สายที่เขาบอก (11 หรือ 600 ค่ารถ 1800 วอน) นั่งรถไป 5 นาทีเราก็ผ่านสถานีรถไฟคยองจู มองหน้ากับเพื่อนสาวและคุยกันว่า หากเหลือเวลามากและเราไม่ได้รีบ ตอนออกจากคยองจูไปเมืองอันดงอาจจะนั่งรถไฟไปนะ (ขอบอกว่ารถไฟมันกว้าง สบาย และอุ่นกว่านั่งรถบัสเค่อะ) นั่งรถเมล์ไปประมาณ 10 - 15 นาทีรถเมล์มาก็จอดตรงหน้าพิพิธภัณฑ์แห่งชาติ (คนขับแกบอกๆทางให้) เราก็รีบพุ่งเข้าไปตรงช่องขายบัตร อ้าว...ฤดูใบไม้ผลิมันปิด 1 ทุ่มนี่หว่า (เวลาเปิดปิดของแต่ละที่ไม่เท่ากันตามฤดูด้วยค่ะ ใครจะมาก็เช็คดีๆก่อนนะ)
เข้าไปวืดๆอยู่ในนั้นสัก 20 นาทีได้ (คนยังเดินๆอยู่เลยเหอะ) ก็ออกมาและเดินย้อนกลับมาทางเดิมที่เราสัก 5 นาทีเพื่อไปดูตู้เย็นโบราณ (Seokbinggo) แต่พอไปถึง มีแต่แสงไฟสีส้มๆออกมาจากตู้เย็นโบราณเท่านั้น (ควรจะเรียกว่าห้องเย็นมากกว่า ใหญ่ซ้า...) แต่เข้าไม่ได้ เลยถามคุณป้าที่มาเดินเล่นกับน้องหมาแถวนั้น (เดี๊ยนยังคุยกะน้องหมาอยู่เลยนะเฮอะ) แกบอกว่าที่เขาปิดไม่ให้คนเข้าเพราะว่ามีคนมาเยี่ยมชมเยอะ เดินลงไปดูก็เยอะ ทางรัฐบาลเขากลัวว่ามันจะถล่มลงมา เพราะว่าทางเข้ามันเล็กนิดเดียว เราก็เลยถึงบางอ้อ!!! ไม่เป็นไร - ไม่ได้อยากดูอะไรมากมาย กลับไปอันนับจิดีกว่า เราเดินข้ามถนน (แบบไม่มีทางม้าลายด้วย เอากับเขาสิ) และเดินกลับไปทางพิพิธภัณฑ์ แป๊ปเดียวก็ถึง Anapji Pond หรือพระราชวังกลางน้ำกัน ที่นี่เคยใช้เป็นฉากเรื่อง "เจ้าหญิงวุ่นวายกับเจ้าชายเย็นชา" ด้วย (เพิ่งรู้ก่อนจะมานิดเดียวเอง) เราเสียค่าเข้าคนละ 1000 วอนและเดินเขย่งเก็งก็อยเข้าไป ตกหัวค่ำเขาก็เริ่มเปิดไฟ โอ้โห!!! พระราชวังสะท้อนกับน้ำจนกลายเป็นรูป สวยอย่าบอกใครเลย!!!
เราชักภาพกันจนหนำใจ ก่อนจะออกมาและพบกับความงงที่ว่า จะกลับยังไงดีหว่า? เนื่องจากถ้าเราจะนั่งรถเมล์กลับ เราก็จะต้องเดินย้อนกลับไปที่ฝั่งตรงข้ามพิพิธภัณฑ์แห่งชาติคยองจู ถึงแม้ว่าบ้านเมืองเกาหลีจะไม่น่ากลัวเหมือนบ้านเรา แต่ก็ไม่ควรใช่ไหม? เราเลยถามคนเฝ้าประตูที่อันนับจิถึงทางจะกลับไป Bus Terminal ได้ คุณลุงแกบอกว่าเรียกแท็กซี่เอาดีกว่า ไม่เกิน 3000 หรอก เราก็...เอาดิ! นั่งรถเมล์ 1800 วอนอ่ะ นั่งแท็กซี่ยังถูกกว่าเลย แกบอกว่าเรียกเอามันหน้าอันนับจินี่แหละ เราก็...ได้ๆ ผ่านไป 10 นาทีท่ามกลางความหนาวเหน็บของคยองจู แท็กซี่ก็ไม่โผล่หัวมาสักคัน แล้วพระเจ้าก็ทรงโปรด - 555! มีคู่รักคู่หนึ่งนั่งแท็กซี่มาลงหน้าอันนับจิพอดี เราก็เลยรีบเสียบต่อจากเขาและไปลงหน้า Bus Terminal ทันที ค่ารถแค่ 2600 วอนเองอ่ะ รู้งี้นั่งแท็กซี่ดีกว่า แวะเข้าไปซื้อของที่ร้าน GS25 แล้วก็เพิ่งจะได้รู้ตรงนี้แหละว่าจากตรงนี้เดินเข้าไปก็เป็นยอกวานแล้ว เราแวะเข้าไปนั่งกินข้าวเย็นในร้านอาหารของยอกวานที่เราพัก หลังจากงงๆกับเมนูภาษาเกาหลีอยู่พักใหญ่ เราก็เลือก พิบิมบัพเป็นคำตอบสุดท้าย -_-" จ่ายไปคนละ 5000 วอน (จริงมีค่าข้าวอีก 2000 วอนด้วย แต่คุณป้าแกไม่คิด แกบอกว่าลดให้เพราะเราพักที่นี่ แหม! คนดีจริงๆค่ะคุณป้า) เสร็จก็ขึ้นไปนอนตีพุงดูโทรทัศน์ตามเดิม เป็นไงตารางวันนี้ ^^"